ShionNyaN View my profile

LinK_Reader : Tale 1 = My play mate is doll.

posted on 18 Apr 2014 19:55 by shionnyan in Fiction directory Fiction, Entertainment, Lifestyle

ลงไว้อีกที่หนึ่งคือที่นี่นะคะ >> http://kissanapping.wordpress.com/

ถ้าไปเห็นที่อื่นนอกจากที่นี่กับใน kissanapping.wordpress.com ถือว่าโดนก๊อปไปค่ะ

=================================================

…3 ปีต่อมา

วันนี้…เป็นวันสอบปลายภาคเรียนที่ 2 ของโรงเรียนประจำเขต
และเป็นวันสอบวันสุดท้ายของนักเรียนชั้น ป.6  ซึ่งเป็นระดับชั้นแรกของโรงเรียนที่สอบเสร็จ
ทุกคนต่างถูกกดดันจากเนื้อหาที่อ่านมา และข้อสอบที่เขาจะได้พบเจอ

ทว่า…

….

……

……….มีเด็กอยู่คนหนึ่งที่ไม่ได้เป็นแบบนั้น

“ฮ้าว…..” หนุ่มน้อยผมสีบลอนด์ นัยน์ตาสีฟ้าใส ยืนดูกรรมการคุมสอบจัดวางข้อสอบตามโต๊ะ ก่อนจะอ้าปากหาวเพื่อแสดงความน่าเบื่อในการรอคอยออกมา

“ชิ…เห็นแล้วหมั่นไส้ว่ะ” เด็กผู้ชายร่างใหญ่มองไปหาเด็กคนนั้นด้วยสายตาไม่ชอบใจ “คิดว่าสอบพาสชั้นจนขึ้นมาเรียนป. 6 แทนที่จะเรียนป.4 เหมือนคนอื่นได้ ก็แสดงท่าทางหยิ่งแบบนั้นออกมาได้ล่ะสิท่า”
“นั่นสิ……….หืม?….ฮิๆ” เพื่อนของเด็กชายร่างใหญ่ที่ใบหน้าเต็มไปด้วยขี้กระขี้แมลงวันเหยียดยิ้มออกมาเพราะคิดเรื่องบางอย่างออก “นี่…นายว่า ถ้าพวกเราจะทำอะไรบางอย่างเพื่อเป็นการฉลองสอบปลายภาคเสร็จ คงน่าสนุกดีใช่ไหมล่ะ?”
“ฮึๆ…จริงด้วยแฮะ…” เด็กร่างอ้วนยักษ์กับเด็กร่างเล็กกว่าหัวเราะในลำคอ และมองไปที่เป้าหมาย

ก่อนถึงเวลาสอบ 15 นาที กรรมการคุมสอบจะเป็นคนเรียกนักเรียนให้เข้ามาในห้องสอบ
หลังจากนั้น…

เสียงกระดิ่งที่กรรมการคุมสอบถืออยู่จะดังขึ้น เพื่อบอกให้เริ่มทำข้อสอบ…

บางคนทำอย่างขะมักเขม้น บางคนเขียนแบบผิดๆถูกๆเพราะเนื้อหาที่อ่านมาไม่ได้ออกตามที่อ่านไว้ทั้งหมด บางคนก็พยายามใช้ความรู้ของนักเรียนโต๊ะข้างๆเพื่อเอาตัวรอด

เวลาผ่านไปเพียง 20 นาที ก็มีคนยกมือเรียกกรรมการคุมสอบ

กรรมการคุมสอบคนหนึ่งเดินมา เธอตรวจดูข้อสอบของเด็กคนนั้น
“คุณเอนท์วิเรน ทำเสร็จแล้วเหรอ?” กรรมการคุมสอบถามด้วยเสียงเข้ม
“ครับ…ทุกวิชาครับ” เด็กคนนั้นตอบด้วยท่าทางเรียบเฉย “ผมออกจากห้องสอบได้รึยังครับ คุณครู”
“ได้…แต่คุณห้ามออกนอกโรงเรียนจนกว่าสัญญาณหมดเวลาทำข้อสอบจะดังขึ้น” กรรมการหยิบข้อสอบขึ้นมา และเก็บเอาไว้ในซอบใส่ข้อสอบ “คงทราบดีใช่ไหมคะ ว่าระหว่างรอ คุณควรไปที่ไหน”
“ครับ…” บิสโค้งตัวให้ตามมารยาท ก่อนจะพูดเสียงเบา “ขอตัวไปห้องสมุดก่อนนะครับ” แล้วก็ลุกขึ้นจะที่นั่ง ก่อนจะเดินออกจากห้องสอบไปเงียบๆ

2ชั่วโมงต่อมา
เสียงระฆังประจำโรงเรียนก็ดังขึ้น…บ่งบอกถึงเวลาในการทำข้อสอบหมดลงแล้ว

นักเรียนคนอื่นๆต่างแยกย้ายออกจากห้องสอบด้วยสีหน้าที่หลากหลาย
บางคนก็วางแผนจะไปเที่ยวฉลองสอบเสร็จ บางคนก็ตั้งใจที่จะกลับบ้านทันที

ส่วนบางคนก็…

“ขอโทษนะคร้า~บ  คุณนักเรียนพิเศษ” เด็กชายร่างอ้วนดึงหนังสือออกมาจากมือของบิส
“ช่วยมากับพวกเราหน่อยได้รึเปล่าครับ”
“….เอาหนังสือคืนมา” บิสแบมือยื่นไปหาคนตัวอ้วน “ผมยังอ่านไม่จบ”
“ค่อยมาอ่านต่อหลังจากที่คุยกับพวกเราก็ได้ไม่ใช่เหรอคร้า~บ เนอะ…” เด็กชายหน้าตกกระหันไปหาแนวร่วมร่างใหญ่
“….ก็ได้ แต่ไปคุยที่สวนหย่อมหลังโรงเรียนก็แล้วกัน” บิสลุกขึ้น เขาดันเก้าอี้กลับเข้าที่เรียบร้อยและเดินนำออกไป โดยทิ้งให้สองคนที่เหลือหัวเราะคิกคักกับการตัดสินใจของเขา

และ…

มีคนคนหนึ่งที่ดูออกว่าเด็กชายสองคนนั้นจะทำอะไรบิสบ้าง

‘แย่ล่ะ ถ้าไม่ทำอะไรสักอย่างล่ะก็ เจ้าหนูอาจจะโดนแกล้งก็ได้…’ และเขาก็แอบเดินตามเด็กพวกนั้นไป

และแล้ว…

“เอาล่ะ…ถึงแล้ว” แล้วบิสก็หันมาหาสองคนนั้น “ว่าแต่…พวกนายมีธุระอะไรกับผมเหรอ?”
“ธุระเหรอ? เยอะแยะเลยแหละ…” แล้วเด็กหน้าตกกระก็เหยียดยิ้มออกมา “เฮ้ย! จับมัน!”
แล้วบิสก็โดนเด็กอ้วนตัวโตล๊อกแขนจากด้านหลังทันที

“….” คนโดนล็อกแขนถอนหายใจ และทำหน้าเบื่อหน่าย “อะไรกัน จะแกล้งผมเหรอ?”

“นี่แก…คิดว่าสอบพาสชั้นขึ้นมาเรียนพร้อมพวกเราแบบนี้แล้ว จะอยู่เหนือคนอื่นๆได้งั้นเหรอ!!” เด็กหน้าตกกระพูดตะคอกใส่คนน่าหมั่นไส้ที่โดนเพื่อนร่างใหญ่ล็อกแขนเอาไว้ “ทำตัวน่าหมั่นไส้ตั้งแต่วันแรกที่เจอกันเลยนะแก  พวกเรารอวันที่จะได้แกล้งแกจะแย่อยู่แล้ว  ดีนะที่แกฉลาดแค่เรื่องเรียน แต่ดันโง่เรื่องเอาตัวรอดแล้วเลือกมาคุยกันในที่ที่ปลอดคนแบบนี้ ฮ่าๆๆๆๆ”
“…..” บิสนิ่งเงียบไป ปล่อยให้สองคนนั้นหัวเราะจนพอใจ โดยระหว่างนั้น ก็มีชายหนุ่มคนหนึ่งแอบตามดูอยู่ตลอด

‘โธ่เอ๊ย… สองรุมหนึ่งแบบนี้มันขี้โกงนี่ ดีล่ะ…ถ้าเป็นแบบนี้ล่ะก็’ แต่ก่อนที่ชายหนุ่มคนนั้นจะได้ทำอะไรต่อ บิสก็เอ่ยปากถามเด็กชายพวกนั้นออกมา

“งั้น…พวกรุ่นพี่จะว่าอะไรไหมครับ ถ้าคนโง่อย่างผม ขอทำอะไรบางอย่างก่อนโดนแกล้ง” บิสพูดออกมา “พวกรุ่นพี่ไม่ต้องกลัวนะครับ ผมวิ่งไม่เก่ง คงหนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว”
“เฮ้ย….มันเรียกพวกเราว่ารุ่นพี่ได้ด้วยแฮะ” แล้วพวกเขาก็หัวเราะชอบใจ “ก็ได้…เห็นว่าแกเรียกพวกเราว่ารุ่นพี่หรอกนะถึงได้ยอมน่ะ”
“ดีจังเลย…ขอบคุณมากนะครับ” บิสยิ้มบาง แล้วล้วงเข้าไปหยิบของบางอย่างออกมากระเป๋ากางเกงขึ้นมา

มันมีขนาดเล็ก รูปร่างผอมเพรียว สีเงินวาว มีรูปอักษรตัวเอ็มสามตัวสลักอยู่ ทันทีที่บิสเป่ามันเสร็จ เขาก็เก็บเข้ากระเป๋ากางเกง และ…
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.
.

“โฮ่งๆๆๆๆๆ”
สัตว์สี่ขาร่างใหญ่โตสามตัว วิ่งกระโจนเข้ามาหาเด็กอ้วนร่างใหญ่กับเด็กหน้าตกกระทันที โดยที่ไม่ปล่อยให้สองคนนั้นหนีไปได้เลย

“เหวอ!!!!!! ช่วยด้วย!!!!!! อ๊ากกกกกกกกก อย่านะเฟ้ย!!!!!!!!!” เด็กสองคนนั้นร้องเสียงหลงออกมา ขณะที่สุนัขพวกนี้นั่งทับและรุมฉีกเสื้อผ้าของพวกเขา

“มาเรีย…มานี่” บิสก้มลงตบเข่าสองสามทีพลางเรียกชื่อสุนัขพันธุ์เฟรนช์มาสทิฟฟ์เพศเมียมาหา มันเดินมาหาแล้วนั่งลงตรงหน้าบิส
“ทำได้ดีมาก เธอน่ารักมากเลย…” แล้วบิสก็เข้าไปกอดมัน มาเรียก็กระดิกหางพลางเลียหน้าของเขา

“โอ๊ย!!!!!!! ขอร้องล่ะ!!!!!! ได้โปรด” เด็กหน้าตกกระร้องขอความช่วยเหลือ บิสจึงผละตัวออกมาจากมาเรีย

“รู้อะไรไหม… ผมอาจจะดูโง่ที่เรียกพวกนายมาที่นี่ ถ้าผมไม่ใช้เวลาที่เหลือหลังจากออกมาจากห้องสอบมาวางแผนรับมือเรื่องที่พวกนายจะมาแกล้งผมแบบเมื่อครู่นี้ พวกนายคิดว่าก่อนเข้าห้องสอบ  ผมจะไม่ได้ยินเหรอว่าพวกนายคุยว่าอะไรบ้าง?” บิสชี้ไปที่มาเรีย สุนัขพันธุ์ลีออนเบอร์เกอร์ และพันธุ์คอเคเซียน เชพเพิร์ดที่ตอนนี้นอนหมอบทับทั้งสองคนอยู่ตามลำดับพลางพูดออกมา

“มาเรีย  มาร์ช  และมอลลี่….คือสุนัขของผู้อำนวยการ เพราะที่บ้านของผมไม่อนุญาตให้เลี้ยงสัตว์ ก็เลยมาเล่นกับพวกเขาทุกวัน จนผู้อำนวยการให้เจ้านี่กับผม” บิสชูนกหวีดสุนัขที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงออกมา

“ผู้อำนวยการบอกว่า เมื่อไรที่อยากเล่นกับพวกเขาให้เป่ามัน…ไหนๆพวกนายก็เห็นว่าการแกล้งผมเป็นเรื่องสนุก ก็เท่ากับว่าเรื่องที่ผมจะเอาคืนก็เป็นเรื่องสนุกอย่างหนึ่งเหมือนกัน ผมก็เลยไปเปิดกรงของพวกเขาออก และบอกให้พวกเขารอผมจนกว่าผมจะเป่านกหวีด” บิสตบเข่าและเรียกมาร์ชกับมอลลี่ ก่อนจะยิ้มหวานให้

“ไม่ต้องห่วงนะ ไม่มีใครมองเห็นพวกนายในสภาพนี้ที่โรงเรียนนี้หรอก จะว่าไป….หันไปมองที่โพรงไม้ตรงนั้นหน่อยสิ” บิสชี้ที่โพรงไม้นั้น เมื่อทั้งสองหันไปที่นั่น เลนส์ของกล้องวิดีโอขนาดเล็กก็ยื่นออกมาจนสองคนนั้นหน้าถอดสี

“แหม อย่าทำหน้าแปลกๆใส่กล้องแบบนั้นสิ เดี๋ยวคนดูที่เดินผ่านจอยักษ์ที่ติดอยู่ที่ตึกย่านการค้าจะตกใจเอานะ…” บิสที่ยืนห่างรัศมีการมองเห็นของเลนส์พูดออกมา “ไหนๆก็เป็นคนดังภายในชั่วข้ามคืนเพราะผมแล้ว ช่วยพูดอะไรหน่อยสิครับ ผมน่ะนะ…อุตส่าห์เปลี่ยนโหมดกล้องตรงบริเวณนี้ทุกตัวเป็นโหมดถ่ายทอดสดทั่วเมืองให้ระหว่างที่พูดรหัสลับที่ใช้เปลี่ยนเป็นโหมดนี้ออกมาเชียวนะ”

“ระ…รหัสลับ?” เด็กอ้วนทวนคำพูดทั้งที่เสื้อผ้าอยู่ในสภาพสะบัดสบอง
“ก็คำที่นักเรียนที่เข้ามาทีหลัง ใช้เรียกนักเรียนที่อยู่ชั้นปีสูงกว่าไง…” บิสขยับปากพูดว่า ‘รุ่นพี่’ แบบไร้เสียง “อ้อ…มีแค่เสียงของผมเท่านั้นนะครับที่ใช้พูดรหัสลับออกมาได้”

“อะ……อ๊ากกกกกกกกกกกกกกกกกกกก” ทั้งสองคนได้ยินแบบนั้นก็ร้องเสียงหลงแล้ววิ่งหนีไป

“โถ…ไปซะแล้วเหรอ?” บิสพูดออกมา กล้องที่อยู่ในบริเวณนี้ทุกตัวกลับมาทำงานตามโหมดสอดส่องภายในโรงเรียนตามปกติ “เอาเถอะ… ทุกคน…เหนื่อยหน่อยนะ กลับได้แล้วล่ะ ขอบใจมาก” แล้วสุนัขทั้งสามตัวก็วิ่งกลับไป

‘เฮ้อ….ดีจริงๆที่ปลอดภัย’ ชายหนุ่มถอนหายใจออกมา

“แล้วคุณล่ะ…. มายืนทำอะไรตรงนี้?” บิสมองเขา และเดินไปหาชายหนุ่มคนนั้น
เขาสวมเสื้อเชิ้ตผูกเนคไทและสวมเสื้อกั๊กทับไว้ ผมสีน้ำตาลดำ นัยน์ตาสีฟ้าเหมือนบิส

“เอ่อ…. หะ…. เห็นฉันด้วยเหรอ?” ชายหนุ่มคนนั้นชี้นิ้วมาที่ตัวเขาเอง พลางทำหน้า
“ใช่ ผมเห็นคุณเดินตามผมมาตลอดเลย ตั้งแต่ตอนที่ผมเดินออกจากห้องสมุดแล้ว…ผมถามตรงๆนะ คุณตามผมมาทำไมเหรอครับ?”

“คือ…..ก็…..ฉันเห็นเธอกำลังจะโดนเด็กพวกนั้นแกล้ง ก็เลย…ตามมา” ชายหนุ่มได้แต่พูดติดๆขัดๆ

เพราะการที่เขาเห็นเหตุการณ์เมื่อสักครู่ตั้งแต่ต้นจนจบ มันทำให้แม้แต่ตัวเขาเองยังรู้สึกว่า…อย่าไปหาเรื่องกับเด็กคนนี้จะดีที่สุด

“เหรอครับ?” บิสหรี่ตามอง
“ก็ใช่น่ะสิ นายเป็นน้องชายของเลียมนี่นา ฉันก็ต้อง…”

เมื่อได้ยินแบบนั้น สีหน้าของหนุ่มน้อยก็เปลี่ยนไป

…จากเรียบเฉย เป็นตกตะลึง…

“นี่คุณ…รู้จักกับพี่เหรอ?”
“อ่า…ใช่”
“คุณรู้ไหมว่าพี่เขาหายไปไหน อยู่ที่ไหน ทำอะไรอยู่ อยู่กับใคร แล้ว…เขา…” บิสเข้าไปจับแขนชายหนุ่มคนนั้นไว้แน่น สายตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของคนตรงข้ามเพื่อต้องการคำตอบในสิ่งที่เขาถามออกไป

แต่แล้ว….

“เดี๋ยวก่อน!! ฟังนะ! ใจเย็นก่อนได้ไหม!!” ชายหนุ่มยกแขนอีกข้างหนึ่งที่ยังว่างอยู่ขึ้นมา แล้วยื่นมือไปแตะไหล่หนุ่มน้อยที่ร้อนรนอยากได้คำตอบจากเขา

“ก่อนอื่นนะ…ชั้นชื่อ วิลเลี่ยม เป็นเพื่อนของเลียม…” ชายหนุ่มรีบแนะนำตัวให้รู้จัก “ชั้นรู้ข่าวที่เลียมหายตัวไปแต่ไม่รู้สาเหตุที่เขาทำแบบนั้น ก็เลยมาที่เมืองนี้ แต่ว่า…ชั้นเคยเห็นหน้าเธอจากรูปที่เขาเคยส่งมาให้ทางจดหมาย ก็เลยคิดว่า มาหาเธอก่อนน่าจะดีกว่า….”

เมื่อบิสได้ฟังคำพูดจากปากของวิลเลี่ยม เขาก็นิ่งไป….

“……” มือของบิสที่กำแขนชายหนุ่มเริ่มคลายออก
…ไม่มีข้อมูลเพิ่ม….เหมือนเช่นเคย

หนทางที่จะตามหาพี่ชายเพียงคนเดียวของเขา…ไร้ซึ่งความคืบหน้า
ต่อให้ฝ่ายนั้นพูดออกมาอย่างไร ถ้ามันไม่ใช่สิ่งที่เกี่ยวกับเบาะแสในการตามหาพี่ชาย มันก็มีค่าเท่ากับคำว่า ‘ไม่รู้’ อยู่ดี

…จิ๊กซอว์ของภาพอื่น มันเอามาต่อกับภาพที่เราต้องการจะต่อให้สำเร็จไม่ได้…

ทันทีที่คิดได้แบบนั้น หนุ่มน้อยจึงทำได้เพียงฝืนหัวเราะออกมา…

“ฮึๆ…งั้นเหรอครับ”
“….คือว่า….”
“นั่นสินะ ถึงผมจะพยายามถามหาข่าวจากใคร ก็ไม่มีใครตอบได้เลย… นี่ก็ผ่านมา3ปีแล้ว จะหาพี่ไม่เจอก็ไม่แปลกเลย”
“…นี่…”

บิสก็เอามือกุมขมับตัวเอง
“การที่ผมเชื่อว่า…พี่จะต้องยังอยู่ ต้องกลับมา แล้วเชื่อแบบนี้มาตลอด3ปี…ความคิดแบบนี้ พอจะเรียกว่าโง่ได้รึเปล่านะ?”

3 ปี…ตลอดมา…

ทั้งเสียง ใบหน้า ท่าทาง นิสัย…และรอยยิ้มของพี่ชายที่แสนดีคนนั้น มักผุดขึ้นมาให้เห็นอยู่เสมอที่เขานึกถึงเรื่องการตามหาพี่ชาย

บางที…การที่พันธุกรรมด้านมันสมองและระบบการคิดที่ดีเกินเด็กวัยเดียวกันหรือผู้ใหญ่บางคนได้แสดงอยู่ในตัวของบิส มันก็ทำให้เขาคิดมากเกินไปจนรู้สึกแย่เหมือนกัน…

ทว่า…

การที่วิลเลี่ยมได้ยินคำพูดแบบนั้นจากปากของหนุ่มน้อย มันทำให้เขาฉุนกึกขึ้นมา เขาจึงดึงมือที่หนุ่มน้อยกุมขมับอยู่ออกไป แล้วดีดหน้าผากเขาทันที

“โอ๊ย!!” บิสคลำหน้าผากไปมา
“ฟังให้ดีนะ…เจ้าหนู เธอเชื่อว่าพี่ของเธอต้องกลับมาใช่ไหม ก็หมายความว่ามันยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้อยู่  ฉะนั้น  ถ้าตัดความเป็นไปไม่ได้ออกไป สิ่งที่เหลือแม้จะไม่น่าเชื่อเพียงใดก็ตาม แต่มันก็คือความจริง”
“…คุณ…วิลเลี่ยม”
“เพราะฉะนั้น….ฉันก็จะเชื่อเหมือนกันนะ ว่าเขาจะต้องกลับมา”
“น่ะ…นี่…คุณ….” บิสอึ้งกับคำพูดที่เขาได้ยินจากคนตรงหน้า ก่อนที่จะพูดต่อ
.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

.

“นี่คุณกล้ามากนะที่พูดแบบนี้น่ะ!!!!”
แล้วบิสก็เหยียบเท้าของวิลเลี่ยมเต็มแรง

“โอ๊ย!! เจ็บๆๆ…”
“ผมไม่ใช่เจ้าหนูนะครับ ผมชื่อ บิสมาร์ค…บิสมาร์ค เอนท์วิเรน กุลบุตรคนที่สองของว่าที่หัวหน้าตระกูลเอนท์วิเรนรุ่นที่ 350 ต่างหากล่ะครับ….
“อู๊ย!!!!!!! เท้าฉัน!!!!” วิลเลี่ยมร้องโอดโอยจนลงไปนั่งกับพื้น แต่เขาสังเกตเห็นท่าทีของหนุ่มน้อยหลังจากนี้พอดี

“ตะ…แต่ว่า…” บิสพูดตัดๆขัดๆ ในขณะที่ยังทำหน้ามุ่ยอยู่
“อูย….อะ….อะไรล่ะ?”
“…ขอบคุณนะครับ ที่ยัง…เชื่อเรื่องนั้นเหมือนผม” บิสตอบกลับไปเสียงเบา ทำให้ชายหนุ่มอดอมยิ้มให้กับท่าทางแบบนั้นไม่ได้
“อะ…อืม”

ใช่… นั่นคือสิ่งที่เขาอยากให้เด็กแบบบิสเป็น…
เด็กก็ควรมีความหวังแบบเด็กๆ ถึงแม้จะมีระบบความคิดเป็นผู้ใหญ่แค่ไหนก็ตาม…

เมื่อความเจ็บเริ่มคลายลง วิลเลี่ยมจึงพูดต่อ
“แต่ว่านะ เจ้าหนูน่ะ…ชื่อบิสมาร์คใช่ไหม?”
“ครับ…แต่ จะเรียกว่าบิสก็ได้ อย่าเรียกผมว่าเจ้าหนูก็พอ” บิสมองค้อนใส่
“โอเคๆ เรียกบิสก็แล้วกันนะ…” วิลเลี่ยมกระแอมทีหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อ “แต่ว่า…นอกจากเรื่องของพี่ชายของเธอแล้ว ฉันก็มีอีกเรื่องที่สำคัญพอๆกันจะมาขอร้องเธอด้วย”
“ขอร้อง? เรื่องอะไรเหรอครับ?

“คือว่า… ช่วยมา…ทำสัญญากับฉันทีได้รึเปล่า?”
“เอ๊ะ?” บิสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “สัญญา? หมายความว่ายังไง?”
“เกม… กำลังจะเริ่มอีกครั้งหนึ่งแล้ว…”

ณ หอนาฬิกาประจำโรงเรียน…
เข็มยาวและเข็มสั้นชี้ไปที่เลขสิบสองแบบโรมัน…
เสียงระฆังดังออกมาตามจำนวนเลขที่นาฬิกาบอกไว้…

“เริ่มแล้ว…สินะ…” วิลเลี่ยมพูดออกมา โดยที่หนุ่มน้อยยังคงแสดงสีหน้าไม่เข้าใจ

และ… ทุกอย่างรอบๆตัวทั้งสองคน…
ทั้งอาคารเรียน ต้นไม้ ผู้คน…
กำลังหายไปราวกับรูปถ่ายที่ถูกไฟเผา…จนเผยให้เห็นฉากใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น

…แสงสว่างจากดวงจันทร์กลมโตยามค่ำคืน เผยให้เห็นสถาปัตยกรรมแบบยุคกลาง
เก้าอี้หลายๆตัวถูกวางเรียงราย ทุกที่นั่งได้หันไปทางรูปปั้นของพระแม่ที่กำลังก้มหน้าสวดมนต์ขอพรเพื่อให้ทุกคนมีความสุขอยู่
เมื่อแหงนหน้ามองขึ้นไปด้านบน จะเห็นลวดลายของกระจกแก้วหลากสีที่มีรูปของบรรดานักบวชหลากหลายอิริยาบถ

“ที่นี่คือ…มหาวิหาร?…แล้ว ทำไมผมถึงมาอยู่ที่นี่กันล่ะ” บิสหันไปมองที่ที่เขายืนอยู่ในตอนนี้ ด้วยสีหน้าที่ยากที่จะบรรยายออกมาว่ารู้สึกอย่างไรบ้าง
“สถานที่ที่จัดเกมในรอบนี้ยังไงล่ะ…”
“เกมอะไรกัน? ผมไม่เห็นจะเข้าใจ…” ยังไม่ทันที่บิสจะพูดจบ นักบวชที่ประดับอยู่บนบานกระจกหลายสีก็ขยับตัวหลุดออกมาจากกระจก

และแปรสภาพเป็น… ลูกไฟสีดำวิ่งเข้ามาล้อมรอบบิส ก่อนจะเริ่มก่อตัวเป็นอะไรบางอย่างขึ้นมา

“!!!!!!” หนุ่มน้อยตกใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
“เจ้าหนู!!!!” วิลเลี่ยมตะโกนออกไปอย่างลืมตัว แล้ววิ่งไปหาบิสที่โดนลูกไฟสีดำที่ค่อยๆเป็นรูปเป็นร่าง…

มันเริ่มก่อตัวเป็นเส้นตรงหลายๆเส้นวางซ้อนกันเป็นแนวตาราง มันเริ่มก่อตัวสูงขึ้นเรื่อยๆแล้ว

“เจ้าหนู!!…ถ้าอยากออกไปจากตรงนี้ เธอต้องทำสัญญากับฉัน” วิลเลี่ยมพูดด้วยท่าทางร้อนรนสุดๆ “ไม่อย่างนั้น เธอจะโดนไฟพวกนั้นเผาเอานะ”
“….ผมจะเชื่อคำพูดของคุณได้ยังไง พวกเราสองคนเพิ่งเจอหน้ากันวันนี้เป็นครั้งแรกเองนะ”

เมื่อได้ยินแบบนั้น วิลเลี่ยมจึงยื่นมือซ้ายออกไปหาหนุ่มน้อย ก่อนพูดออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง
“…ถ้าเธอไม่ไว้ใจฉัน เธอก็ไม่ต้องจับมือฉัน เธอทำแค่นั้นก็พอ”
“แค่นี้เหรอ?”
“อืม…แต่ว่า เธอเชื่อใจฉันแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ก็ได้ แค่นั้นน่ะ…ก็เหมือนกับเธอให้ความเชื่อใจกับชั้นแล้ว”
“…..” บิสจ้องมองไปที่มือข้างซ้ายที่อยู่ตรงหน้าเขาสลับกับใบหน้าของเจ้าของมือข้างนั้นสองสามครั้ง

“…เจ้าหนู!”
“………”
บิสนิ่งไปครู่หนึ่ง

ก่อนจะพูดออกมา
“…ผมเชื่อใจคุณก็ได้ แต่แค่ 10 เปอร์เซ็นต์นะ” แล้วยื่นมือของเขาไปจับมือตอบ

จู่ๆ บทสนทนาบางอย่างก็วิ่งผ่านหัวของบิสอย่างรวดเร็ว
ถึงจะไม่ได้เป็นเช่นนี้มา 3 ปีแล้ว แต่เขากลับรู้สึกได้…

บทสนทนาระหว่างเขากับคนคนนึง…

‘ขอโทษนะ…แต่จะให้ฉันเชื่อใจเธอได้ยังไงกัน เรื่องแบบนี้น่ะ…ถ้าทำแล้วไม่สำเร็จล่ะ?’
‘ไม่เป็นไรหรอกน่า อย่างน้อยๆมันก็กินได้นะ เพราะคุณป้าวิเวียนบอกผม ว่าต้องทำฐานรองชีสเค้ก… เอ… มันเรียกว่าอะไรนะ’
‘…ครัช’
‘ใช่ๆ นั่นแหละ ต้องทำฐานครัชให้แน่นๆ’
‘แล้วถ้ามันพังล่ะ? เดี๋ยวเลียมต้องกลับมาทำใหม่อีกรอบหรอก….หืม? ยื่นมือมาทำไมล่ะ’
‘คุณเชื่อใจผมไหม? ถ้าไม่… คุณก็ไม่ต้องจับมือผม’
‘อืม…’
‘มีอะไรล่ะ….’
‘ถ้าฉันเชื่อใจแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ล่ะ?’
‘แค่นั้นก็ถือว่าเชื่อแล้ว’
‘…เอ่อ เอางี้เลย?’
‘เอาแบบนี้แหละ…ว่าไง…’
‘……….’
‘……….’
‘…เฮ้อ….ก็ได้ๆ ฉันเชื่อเธอนะ ว่ามันจะไม่พัง’

————————————

“…หนู”

“……”

“จ…หนู”

“หืม?”
“…เจ้าหนู…เป็นอะไรรึเปล่า?” วิลเลี่ยมเห็นบิสนิ่งไปจึงเรียกเขา
“อะ…เอ่อ….เปล่า… ผม… แค่เหม่อนิดหน่อย…ไม่มีอะไรหรอก…” เมื่อตั้งสติได้แล้ว บิสก็หันไปสำรวจรอบๆตัวเขา “เปลวไฟสีดำ…หายไปแล้ว…”
“อืม…เพราะเธอให้ความเชื่อใจกับฉันแล้วยังไงล่ะ”

บิสก้มมองลงมาที่วิลเลี่ยม…ที่ตอนนี้ตัวเล็กกว่าเขามาก…

“วิลเลี่ยม…นี่คุณ…”
“หืม?” วิลเลี่ยมไม่เข้าใจคำพูดที่หนุ่มน้อยสื่อออกมาพร้อมสีหน้าตกใจ…จนกระทั่งสำรวจร่างกายของตัวเอง
ร่างกายของเขา แขน ขา…ทุกอย่างที่เป็นของเขาในตอนนี้มันบอกว่า
.
.
.
.
.
.
.
….เขากลายเป็นตุ๊กตายัดนุ่นที่พูดได้ไปแล้ว…

หลังจากนั้น เขาก็หันไปมองหน้าหนุ่มน้อยตามเสียงเรียก

“วิลเลี่ยม…”
“……” ถึงจะอยู่ในร่างตุ๊กตา แต่ถ้าใครได้มองก็คงรู้ว่าชายหนุ่มกำลังแสดงสีหน้าลำบากใจอยู่
“คุณคือ….ตุ๊กตาผู้ชายหูสุนัขตัวนั้น…?” …ตุ๊กตาตัวที่เขาได้รับจากพี่ชายเมื่อ3ปีก่อน? …แต่มันจะเป็นแบบนั้นไปได้ยังไงกัน
.
.
.
.
.
.
“…..” หลังจากวิลเลี่ยมนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนที่เขาจะพูดออกมา…

“…ถ้าฉันบอกว่าใช่ล่ะ …เธอจะเชื่อรึเปล่า?” วิลเลี่ยมในร่างตุ๊กตาพูดพร้อมกับฝืนยิ้มให้
ตุ๊กตายัดนุ่นผู้ชายสวมชุดสูท ผมสีน้ำตาลดำ ตาสีฟ้า มีหูและหางสุนัขสีเดียวกับผม…
…รูปร่างของเขา ตรงกับตุ๊กตาตัวนั้นทุกอย่าง…

“ตัวฉันในตอนนั้น ถูกจองจำจนไม่สามารถรับรู้อะไรได้เลย  แม้ว่าฉันจะหาวิธีที่จะทำให้ร่างกายขยับได้อีกครั้งสำเร็จ แต่ว่า…มารู้ข่าวอีกที ก็ตอนที่เลียมหายตัวไปแล้ว…” แล้ววิลเลี่ยมก็หัวเราะแห้งๆออกมา “แต่ว่านะ…เธอเชื่อใจฉันแค่10เปอร์เซ็นต์เองนี่เนอะ…บางที เรื่องที่ชั้นพูดออกมา เธออาจจะไม่เชื่อก็…”

ไม่ทันที่วิลเลี่ยมจะพูดจบ บิสก็คุกเข่าก้มตัว แล้วอุ้มตุ๊กตาหูสุนัขมากอดไว้…
“ถ้าเป็นวิลเลี่ยม…ผมจะเชื่อใจแค่10เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าเป็นตุ๊กตาตัวที่อยู่กับผมมาตลอด3ปี ความเชื่อใจ…มีมากกว่านั้นจนนับเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้แล้วล่ะ”

ตุ๊กตาตัวนี้…
เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้บิสยังคงพยายามตามหาพี่ชายของเขาอยู่และทำให้เขาเชื่อว่าพี่ชายของเขาต้องอยู่ที่ไหนสักแห่ง…
ถึงก่อนหน้านี้ มันจะพูดไม่ได้ ขยับตัวไม่ได้… แต่มันก็เป็นคนที่อยู่กับมาตลอดตั้งแต่วันคริสต์มาสเมื่อ 3ปีก่อนจนถึงตอนนี้…

“…เจ้าหนู” วิลเลี่ยมใช้มือเล็กๆตบแขนหนุ่มน้อยเบาๆและยิ้มให้ “…ขอบคุณนะ…”

แล้วก็เกิดแสงสว่างจากพื้นเป็นวงกว้าง…แสงนั้นล้อมรอบตัวพวกเขาเอาไว้
ไม่นานนัก…มันก็สลายหายไป…
และทิ้งสร้อยข้อมือสีเงินไว้ที่ข้อมือข้างซ้ายของหนุ่มน้อย

…สร้อยข้อมือเส้นนั้นถูกประดับด้วยจี้รูปหัวสุนัข ดวงตาของสุนัขประดับด้วยคริสตัลสีน้ำเงิน

“เอ๊ะ…” บิสยกข้อมือข้างนั้นขึ้นมาเพื่อสำรวจดูสร้อยข้อมือเส้นนั้น
“เธอทำสัญญากับฉันแล้วนะ เจ้าหนู” ชายหนุ่มในร่างตุ๊กตายิ้มบาง “การที่เธอมอบความเชื่อใจให้มากขนาดนี้ ก็ถือว่าเป็นหลักประกันที่จะทำให้สัญญาสมบูรณ์แล้วล่ะ…”
“………” บิสมองที่สร้อยข้อมือครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมามองตุ๊กตาที่อยู่กับเขา
“มีอะไรเหรอ?”
“แค่ความเชื่อใจอย่างเดียวก็ทำสัญญาได้แล้วเหรอ? ง่ายจังนะ”
ทันทีที่ได้ยินแบบนั้น โฮล์มส์ก็หัวเราะออกมา

“เจ้าหนู… ไร้เดียงสาจังนะ”
“อะ… อะไรเล่า… ทำไมถึงหัวเราะผมล่ะ” ก่อนที่หนุ่มน้อยจะงอนไปมากกว่านี้ วิลเลี่ยมก็รีบพูดออกไป
“ใจเย็นๆก่อนสิ… ฟังนะ ความเชื่อใจน่ะมันมอบให้กับคนแปลกหน้ายากมากเลยนะ ถ้าไม่เกิดเรื่องคับขันน่ะ”
“อืม…….” บิสทำท่ากอดอก โดยลืมไปว่าเขากำลังอุ้มวิลเลี่ยมที่อยู่ในร่างตุ๊กตาอยู่

“แอ๊ก!!!!! หะ…หายใจไม่ออก!!!”
“อ๊ะ!! ผมขอโทษ” แล้วบิสก็รีบปล่อยตัวตุ๊กตาออก
“อ่อก…แค่กๆ มะ…ไม่เป็นไรๆ” แล้ววิลเลี่ยมก็นั่งลงตรงหน้าหนุ่มน้อย “ก็ตอนที่เธอไม่รู้ว่าฉันคือตุ๊กตาตัวนั้น เธอกลับวางตัวเหมือนเจอกับคนแปลกหน้า แต่เมื่อเธอกำลังตกอยู่ในอันตราย แล้วฉันยื่นมือเพื่อหาทางช่วย เธอกลับไว้ใจฉัน แม้จะแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ก็เถอะนะ”

“…มันก็จริงอย่างที่คุณพูดนะ” แล้วบิสก็ทำท่าเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก “จะว่าไปแล้ว… วิลเลี่ยมน่ะ เป็นใครกันแน่…ผมไม่เชื่อหรอกนะว่าคุณจะเป็นแค่เพื่อนของพี่เลียมน่ะ”
“อืม…ฉันเหรอ?” วิลเลี่ยมเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ฉันถูกจองจำไปนานหลายปี เลยจำได้แค่ชื่อ เรื่องที่เกี่ยวกับเกมนี้ แล้วก็…เรื่องของพี่ชายของเธอกับเธอเท่านั้นนะ”
“ครับ…พูดมาเถอะ”
“ก็ได้ ชื่อจริงของฉันก็คือ…”

“แหม…ไม่ได้เจอกันนานนะครับ” ไม่ทันที่จะได้พูดอะไร  ก็มีเสียงนุ่มแทรกขึ้นมา เมื่อทั้งสองที่มาอยู่ที่นี่ก่อนหันไปหาต้นเสียงกลับพบชายหนุ่มที่ยืนอยู่เบื้องหน้า

นัยน์ตาสีเขียวน้ำทะเลบ่งบอกถึงความซุกซน… ผมสีเงินระต้นคอเล็กน้อยถูกจัดทรงเรียบร้อย ประดับด้วยหมวกทรงสูงขนาดพอดีกับศีรษะของเขาและผ้าคลุมที่ยาวถึงระดับข้อเท้า

“กลับมาอีกที ก็ได้ทำสัญญาแล้วเหรอครับ โชคดีจริงๆเลยนะครับ… คุณสุนัขยัดนุ่น” ชายคนนั้นยิ้มให้วิลเลี่ยม
“นี่แก… วันนี้แกคงซวยมากนะ ที่เกมกลับมาเริ่มอีกครั้งทั้งที ก็ประเดิมด้วยการมาแพ้ชั้นในวันนี้น่ะ” วิลเลี่ยมยิ้มกลับไป แต่บิสกลับรู้สึกว่าชายหนุ่มร่างตุ๊กตาไม่ได้อยากยิ้มออกมาจริงๆ จึงเขยิบตัวออกมานิดหน่อย

“ไม่ใช่ว่า วันนี้ผมจะชนะคุณหรอกเหรอครับ เป็นแค่ตุ๊กตาสุนัขแท้ๆกลับมาบอกว่าผมจะแพ้แบบนี้…แสดงว่าคุณยังไม่ตื่นจากฝันสินะ” ชายคนนั้นยิ้มบางให้
“ชิ… ไอ้กระต่ายหน้าหม้อหูดำเอ๊ย แกมันก็แค่หัวขโมยกระจอกๆขี้หลีเท่านั้นแหละน่า…” แล้ววิลเลี่ยมก็หันไปพูดกับหนุ่มน้อย “นี่… เจ้าหนู…”

“……” แต่หนุ่มน้อยกลับทำหน้ามุ่ยใส่ “ผมชื่อบิสมาร์คนะ เรียกผมว่าเจ้าหนูมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้วนะ…”
“อะ…เอ่อ…” แล้ววิลเลี่ยมก็กระแอมทีหนึ่ง ก่อนจะพูดต่อโดยไม่สนใจผู้มาเยือนอีกคนที่กำลังกลั้นขำอยู่ “บิส… ช่วยปลดล็อกฉันให้ทีสิ”
“ปลดล็อก? ทำยังไงล่ะครับ?” หนุ่มน้อยแสดงท่าทีสงสัย
“แค่เธอลูบจี้รูปหัวสุนัขบนสร้อยข้อมือเบาๆ แล้วพูดว่า เพลย์เมท ลิงก์  ออกมาก็พอ”

“อืม…ก็ได้ครับ” บิสรับคำ แล้วลูบจี้สร้อยข้อมือ คริสตัลที่ถูกประดับบนจี้ส่องแสงเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะพูดออกมา “เพลย์เมท ลิงก์!”

ประกายแสงเล็กๆจากคริสตัลสีน้ำเงิน วิ่งเข้าหาร่างตุ๊กตาผู้ชายหูสุนัข ก่อนจะมีหนังสือเล่มใหญ่ปรากฏขึ้นอยู่ข้างหลังของวิลเลี่ยม
ทันทีที่หนังสือเล่มยักษ์กางออก พายุแผ่นกระดาษที่หลุดออกมาจากหนังสือก็ห้อมล้อมตัวตุ๊กตาเอาไว้ และดูดเข้าไปในหนังสือจนหนังสือปิดลง…

และสลายตัวจนกลายเป็นละอองแสงสีน้ำเงิน พร้อมกับการปรากฏตัวของวิลเลี่ยมในร่างของมนุษย์ พร้อมกับชุดที่ดูคุ้นตาในหนังสือแนวสืบสวน

เสื้อเชิ้ตสีขาวผูกเนกไทสีดำคู่กับกางเกงสแลคสีดำและรองเท้าหนัง สวมทับด้วยเสื้อโค้ทยาวและมีหมวกล่ากวางสวมอยู่บนศีรษะ มือที่สวมถุงมือสีขาวถือแว่นขยายอยู่…

“นักสืบ?” บิสพูดออกมาเมื่อได้เห็นชุดที่วิลเลี่ยมใส่ ชายหนุ่มที่เห็นแบบนั้นก็พูดออกมา
“บิส…ฉันยังไม่ได้บอกชื่อจริงให้เธอรู้สินะ… ถ้าอย่างนั้น…ฟังให้ดีนะ เพราะฉันจะพูดแค่ครั้งเดียวเท่านั้น”
“เอ๊ะ…” บิสเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่ชายหนุ่มจะแนะนำตัว

“ขอแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ ชื่อจริงของฉันคนนี้ก็คือ…. วิลเลี่ยม เชอร์ล็อก สก๊อต โฮล์มส์ ….หรือที่เธอรู้จักในชื่อ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ นั่นแหละ” โฮล์มส์โค้งตัวลงอย่างสุภาพ “ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะ…บิสมาร์ค เอนท์วิเรน คู่หูของฉัน”
“…เอ๊???….” บิสยืนแข็งทื่อ เขาไม่อยากเชื่อว่าตุ๊กตาตัวที่พี่ชายของเขาให้ไว้เป็นของขวัญวันคริสต์มาสจะมีชื่อเป็นตัวเอกจากนิยายที่เขาชอบอ่านมาตั้งแต่เด็ก… “นะ….นี่มัน….ระ…เรื่องอะไรกัน????”

“เอ่อ… ถ้าเป็นไปได้ อยากให้เรียกฉันว่า โฮล์มส์ นะ…ฟังดูชินหูกว่าน่ะ”
“อะ…อะ….อือ…” หนุ่มน้อยตอบกลับ โดยที่ยังทำหน้าตกใจอยู่ “นี่ผม… ไม่ได้ฝันไปสินะ?”
“เลียมไม่ได้บอกรึไง ว่าเขาเห็นฉันโผล่ออกมาจากนิยายของเธอตอนกลางคืน เลยพาตัวฉันมาให้เธอน่ะ” โฮล์มส์เอียงคอเล็กน้อย
“มะ…ไม่เลย ผมไม่เคยได้ยินอะไรแบบนั้นจากปากพี่เลียมนะ”

โฮล์มส์ที่ได้ยินแบบนั้นกลับเผยแววตาแสนเย็นชาออกมาชั่วคราวแล้วเปลี่ยนเป็นแววตาปกติพร้อมกับยิ้มให้ทันที
“งั้นเหรอ…เลียมก็เป็นแบบนั้นประจำนี่นะ”

“แหม…โดนเมินแบบนี้ ผมรับไม่ได้จริงๆนะครับ”
“เหวอ!!!!” โฮล์มส์ตกใจจนเกือบล้มลงไปนั่งกับพื้นทันทีที่ชายหนุ่มอีกคนจู่ๆก็ชะโงกหน้ามามองเขา “อะ…ไอ้กระต่ายงี่เง่า!!!”
“นี่… ผมยังมีธุระอีกเยอะนะครับ จะเริ่มเล่นกันได้รึยังครับ?” ชายหนุ่มหยิบจดหมายฉบับเล็กที่ซ่อนอยู่ใต้หมวกของเขาออกมา “การละเล่นในวันนี้ไม่ยากหรอกครับ แค่ปริศนาธรรมดา…แต่ว่า…”

“แต่อะไร?” โฮล์มส์หรี่ตามอง
“ผมถูกสั่งให้ขัดขวางคุณกับคู่หูของคุณ ไม่ให้ทำตามคำสั่งของปริศนานี้ได้น่ะครับ ถ้าทำสำเร็จ คะแนนในวันนี้ก็จะเป็นของผม”
“โห….ได้หน้าที่สมกับเป็นแกจริงๆนะ ขโมยของมีค่าของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง?” โฮล์มส์เหยียดยิ้มออกมา
“เปล่าครับ ผมแค่หยิบของที่มันควรจะเป็นของผมไปหาเจ้าของจริงๆ นั่นก็คือผม….อาร์แซน ลูแปง คนนี้ไงครับ” ชายหนุ่มเผยยิ้มมุมปากออกมา บิสที่ทนเก็บความสับสนกับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าเขาไม่ไหวจึงตะโกนถามออกไป

“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!!!!! คุณสองคนคือโฮล์มส์กับลูแปงงั้นเหรอ??????? นั่นมือชื่อของตัวละครในนิยายของโคนัน ดอยล์กับนิยายของโมริซ เลอบลองไม่ใช่เหรอครับ จะมามีตัวตนแบบนี้ได้ยังไงกันน่ะ!!!!”
“บิส…” โฮล์มส์เอามือลูบหัวหนุ่มน้อย “นี่คือ…เกมของพวกเรา เหล่าตัวละครที่ถูกดึงตัวมาจากเรื่องราวในหนังสือมายังโลกนี้ ลิงก์  รี้ดเดอร์…”
“พวกเราต้องเอาชนะเกมไปเรื่อยๆ เพื่อรอวันที่จะได้กลับไปยังเรื่องราวที่พวกเราจากมาครับ” ลูแปงยิ้มให้ “เด็กน้อย…เธอไม่ต้องคิดให้ปวดหัวหรอก เพราะผมกับคุณนักสืบคือตัวเอกในหนังสือที่ใครหลายคนในโลกของเธอรู้จักไงครับ”

“ที่สำคัญนะ ตอนนี้เธอต้องช่วยฉันแล้วนะ ไม่อย่างนั้นพวกเราจะแพ้เกมนี้” โฮล์มส์ยิ้มบางให้ “ชั้นต้องพึ่งพาเธอแล้วล่ะ…บิส”
“……..” หนุ่มน้อยหรี่ตามองก่อนจะพูดออกไป “ถ้าจบเกมนี้แล้ว คุณต้องอธิบายเรื่องพวกนี้ให้ผมฟังนะ”
“ได้สิ…ฉันจะอธิบายให้ฟังทุกเรื่องเลย” แล้วโฮล์มส์ก็หันไปพูดกับจอมโจร “เจ้ากระต่ายหูดำ…เปิดจดหมายได้แล้ว”

“รับทราบครับ…” ซองจดหมายในมือของลูแปงถูกเปิดออก กระดาษที่พับอยู่ในซองนั้นลอยขึ้นแล้วแปรสภาพเป็นตัวอักษรขนาดยักษ์เรียงตัวกันกลางอากาศ

‘…หนึ่งคือคำ คั้นกลาง สองวลี               มีทั้งสุข หรือทุกข์ ที่มอบให้
หากเธอหลง ตามคำไป จะช้ำใจ             รับและให้ จึงจะสุข ชั่นนิรันดร์

สองทุกคน มีมากน้อย ย่อมต่างกัน           มันให้มา ตามเวลา ที่ผ่านผัน
จักมีไว้ มากเพียงใด ไม่สำคัญ                อย่าริอาจ ถามหญิง เก่าเป็นพอ

สามบ้างใช้ เรียกละออง แสงสกาว          สาวช่างฝัน เฝ้ารอ ฝากคำขอ
บ้างหมายความ ถึงใครที่ คนเฝ้ารอ         ขอให้จอง จำใจไว้ ในมายา

สี่เปิดม่าน บทนำ มโหรี                         ไร้สิ่งนี้ คงยาก ลำบากหนา
ม่านไม่ปิด ร้างบทท้าย วนไปมา             หามาใช้ หยุดแล้ว จึงสบาย…’

‘…เมื่อได้คำตอบของปริศนาทั้งหมดแล้ว จงนำอักษรแรกของทุกคำตอบมาเรียงกัน แล้วให้คู่หูพูดออกไปให้ฝ่ายตรงข้ามฟัง นั่นคือสิ่งที่คนที่ทำสำเร็จจะไม่ได้เป็นในวันนี้…’

“…ให้กลอนมาเป็นชุดเลยแฮะ ถึงจะแต่งออกมาได้แปลกๆดีก็เถอะ” โฮล์มส์พูดวิจารณ์ขณะที่สายตาไล่อ่านกลอนไปทีละบท “บิส…คิดว่ายังไงบ้าง?”

“ผมว่ามันซับซ้อน แล้วก็…เข้าใจยากบางบทนะ” บิสยืนกอดอก “ขอเวลาคิดสักครู่นะครับ…”
“ได้สิ…” เมื่อคุณนักสืบพูดจบ จอมโจรก็เดินเข้ามาหา แต่อีกฝ่ายจะคิดว่ามีเจตนาน่าสงสัย จึงปล่อยหมัดออกไป แน่นอนว่า…จอมโจรสามารถหลบมันได้อย่างสวยงาม

“แหม… ผมไม่ทำอะไรพวกคุณในตอนนี้หรอกครับ จะให้ผมก่อกวนคนที่กำลังใช้ความคิดอยู่ก็ไม่ใช่นิสัยของผมซะด้วยสิ” ลูแปงพูดพลางเผยยิ้มออกมา
“แกพูดแบบนี้ทีไร ฉันทำใจเชื่อมันไม่ลงจริงๆ…” คุณนักสืบหรี่ตามองฝ่ายตรงข้าม “ถ้ายังไม่เริ่มทำอะไรพวกเรา แกก็ไปเดินเล่นที่อื่นซะสิ”
“…จุ๊ๆ” ลูแปงยกนิ้วชี้ส่ายไปมา “คุณคิดมากเกินไปแล้วนะครับ ผมก็แค่….
“แค่อะไร?”
“…แค่คิดถึงคุณเท่านั้นเอง…”

แล้วโฮล์มส์ก็ทำหน้าเหมือนจะสำรอกอะไรออกมา
“ชั้นไม่ใช่ผู้หญิง แกไม่ต้องมาบริหารเสน่ห์กับฉันเลย จะไหนก็ไป…” คุณนักสืบส่งสายตารำคาญสุดฤทธิ์ออกไป แต่จอมโจรดูจะทำเป็นไม่เข้าใจแล้วส่งยิ้มหวานกลับไปแทน
“แต่ผมอยากมาหาคุณนะ ไม่ได้เจอหน้ากันตั้งหลายปี คุณไม่คิดถึงผมบ้างเหรอ… ใจร้ายจัง…”

“ขอประทานโทษนะ….พอดีว่าฉันไม่ได้มีรสนิยมปลูกป่าเพื่อเป็นที่อยู่ให้ช้างชนงวงน่ะ ช่วยไปที่ชอบที่ชอบทีเถอะ” โฮล์มส์รู้สึกได้ถึงอะไรบางอย่างที่เสียวสันหลังวาบ จนเขาต้องตั้งท่าป้องกันอย่างรวดเร็ว “แต่ถ้ายังไม่เข้าใจ เดี๋ยวฉันจะต่อยแกสักนิดน่าจะทำให้อะไรๆมันกระจ่างขึ้น…เอาไหม?”

“โฮล์มส์… ” ก่อนที่คุณนักสืบจะได้ขึ้นสังเวียนมวย บิสที่นั่งอยู่ที่เก้าอี้แถวหลังสุดของมหาวิหารก็ตะโกนเรียกเขา

“อืม… รู้แล้วๆ” ก่อนไป…คุณนักสืบหันไปมองจอมโจรผ่านหางตา “ถ้าเป็นไปได้ แกช่วยไปนั่งนิ่งๆที่อื่นทีนะ นั่งสวดมนต์ขอพรเงียบๆได้ก็ดี”
“ก็ได้ครับ แต่ว่านะ…เป็นนักสืบที่เก่งกาจแท้ๆ แต่ทำไมคุณถึงพึ่งเด็กล่ะครับ… กินแรงจังนะครับ” ลูแปงเอียงคอเล็กน้อยพร้อมกับลูบคางตัวเองเบาๆ “ไม่ไหวๆ…ผมรู้สึกความผิดหวังในตัวคุณจริงๆ”
“ฉันก็คิดอยู่ในหัวอยู่นี่ไงเล่า!!! เจ้ากระต่ายงี่เง่า!!!!”  โฮล์มส์ตอบกลับไปแบบนั้นพร้อมกับมองค้อนใส่ลูแปง ก่อนจะเดินไปหาหนุ่มน้อย

เมื่อเดินไปถึง เขาก็พบกับสมุดบันทึกเล่มเล็ก ที่มีร่องรอยการเขียนเกี่ยวกับการแกะปริศนาจากกลอนทั้งสี่เต็มไปหมด…

“เป็นไงบ้าง… พอไหวรึเปล่า?” โฮล์มส์ถามไป
“ขออธิบายตามความเข้าใจของผมได้รึเปล่า…” บิสตอบกลับมาพร้อมกับเปิดสมุดบันทึกเล่มนั้นไปที่หน้าล่าสุด “พอดีผมแกะได้แค่กลอนบทที่2 กับ 3น่ะ”
“อืม… ว่ามาสิ” โฮล์มส์ตอบกลับไป “เมื่อครู่นี้  ชั้นก็กำลังแกะปริศนาจากบทที่1 กับ 4อยู่พอดี”
“ครับ…” แล้วบิสก็ชี้ไปที่สิ่งที่เขาเขียนในสมุดบันทึก “ในบทที่2 ที่บอกว่า ‘ทุกคนมีมากน้อยย่อมต่างกัน   มันให้มาตามเวลาที่ผ่านผัน’ ผมแปลได้ว่า ‘ทุกคนมีสิ่งนี้ติดตัว แต่มีมากหรือน้อยตามกาลเวลา’ ก็คือ…ใครที่มีสิ่งนั้นอยู่กับตัวมากเท่าไร ก็แสดงว่าช่วงเวลาที่เขาได้พบเจอและผ่านไปมีมากเท่านั้น…”

“ส่วนตรงที่บอกว่า ‘จักมีไว้มากเพียงใดไม่สำคัญ   อย่าริอาจถามหญิงเก่าเป็นพอ’ คงหมายถึง ใครจะมีสิ่งนี้อยู่กับตัวมากเท่าไรไม่ใช่เรื่องสำคัญ แค่อย่าถามถึงสิ่งนั้นกับผู้หญิงที่มีสิ่งนั้นมากๆก็พอ…”
“อุ…” โฮล์มส์เกือบหลุดขำออกไป แต่ก็พยายามตั้งสติไว้ก่อนจะพูดออกมา “บิส… สิ่งนั้นคือ อายุ สินะ”
“อื้ม…” บิสยิ้มให้ “ที่จริงพอผมรู้คำตอบปุ๊บ หน้าของคุณแม่ตอนที่โมโหเรื่องมีคนถามอายุลอยขึ้นมาทันทีเลยล่ะ”
“คิก… นั่นสินะ… ยิ่งสตรีที่อายุยังน้อยแต่กลับมีร่องรอยไปไกลกว่าอายุยิ่งไม่อยากพูดออกมาเลยล่ะ” คุณนักสืบอมยิ้มสักพัก ก่อนจะพูดต่อ “แล้ว…กลอนบทที่ 3 ล่ะ?”

“กลอนบทที่ 3 ผมคิดว่าแกะความหมายง่ายนะ ถ้าดูแค่ส่วนที่บอกว่า ‘สามบ้างใช้เรียกละอองแสงสกาว   สาวช่างฝัน เฝ้ารอฝากคำขอ’ น่ะ” บิสพลิกหน้าสมุดบันทึกไปหน้าถัดไป “เพราะละอองแสงที่ว่านั่น… ต้องเป็นดวงดาวแน่ๆ ยิ่งส่วนที่บอกว่า ‘สาวช่างฝันเฝ้ารอฝากคำขอ’ ที่หมายถึงผู้หญิงช่างฝันที่มักจะชอบขอพรจากดวงดาว ยิ่งทำให้ผมมั่นใจในคำตอบขึ้นเยอะเลย”

“อืม… แล้วส่วนที่บอกว่า ‘บ้างหมายความถึงใครที่คนเฝ้ารอ  ขอให้จองจำใจไว้ในมายา’ ล่ะ” คุณนักสืบแสดงท่าทีสนใจในการวิเคราะห์ของหนุ่มน้อย
“ตรงนี้ยิ่งง่ายครับ…ก็พวกแฟนคลับซุปเปอร์สตาร์ในวงการบันเทิงไงครับ ตรงที่บอกว่า ‘ขอให้จองจำใจไว้ในมายา’ คงหมายถึง ความชอบของแฟนคลับที่มีให้กับซุปเปอร์สตาร์คนนั้นผ่านงานในวงการบันเทิงน่ะ แล้ว ซุปเปอร์สตาร์ ก็มีคำว่า สตาร์อยู่ด้วย”

“อืม…วิเคราะห์ได้ไม่เลวเลยนะ ทีนี้เป็นตาของฉันบ้าง เธอช่วยจดข้อมูลที่ฉันจะบอกลงในสมุดเล่มนั้นด้วยนะ” โฮล์มส์พูดกับชี้ไปที่สมุดบันทึกเล่มเล็กของบิส
“ครับ… ว่ามาเลย” หนุ่มน้อยตั้งท่าเตรียมพร้อมจดบันทึก

“กลอนบทที่1 บรรยายออกมาเป็นนามธรรมไปหน่อย เธอเลยคิดไม่ออกสินะ… ‘…หนึ่งคือคำคั้นกลางสองวลี    มีทั้งสุขหรือทุกข์ที่มอบให้’ ตรงนี้น่ะ…หมายความว่าคำคำนี้ สามารถมอบทั้งความสุขและความทุกข์ให้กับคนที่มีมันอยู่กับตัว ส่วนตรงที่บอกว่า ‘หากเธอหลงตามคำไปจะช้ำใจ’ หมายความว่า ถ้าใครหลงใหลในคำคำนี้มากเกินไป จะทำให้เป็นทุกข์  และส่วนที่บอกว่า ‘รับและให้จึงจะสุขชั่นนิรันดร์’ ก็หมายความว่า คำคำนี้จะทำให้มีความสุขเมื่อเรารู้จักที่จะรับและให้คำคำนี้กับผู้อื่นไง”

“อืม…สรุปแล้ว คำคำนั้นมันคืออะไรเหรอครับ” บิสที่กำลังจดการวิเคราะห์ของนักสืบแบบคร่าวๆอยู่ถามออกไป “ผมลองฟังจากที่คุณพูดแล้ว ก็ยังคิดไม่ค่อยออกเลย”
“เหรอ…งั้น ขอถามเธอหน่อย” คุณนักสืบขยับเน็กไทด์ที่เบี้ยวนิดหน่อยให้เข้าที่ “การที่คุณแม่ของเธอเลี้ยงดูเธอมาตั้งแต่เล็กจนโต เขาทำแบบนั้นเพราะอะไรล่ะ?”
“….เพราะ…รัก?” บิสแก้มแดงนิดหน่อยขณะที่พูดคำตอบของปริศนาออกไป
“ใช่… นั่นแหละคือคำตอบล่ะ” โฮล์มส์พูดพร้อมกับยิ้มให้ “ความรักน่ะ ถ้าเรารู้จักรับมันและให้มันกับคนรอบข้างโดยที่ไม่มีเหตุผลอะไรนอกจากเพราะอยากจะทำแบบนั้น…มันจะทำให้เรามีความสุขตลอดไปเลยล่ะ”

บิสที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับอึ้งไปชั่วขณะ ก่อนจะพูดออกไป
“คุณเจ้าบทเจ้ากลอนกว่าที่คิดเอาไว้นะครับ” บิสหรี่ตามองพร้อมกับยกมุมปากยิ้มเล็กน้อย “ดูไม่ค่อยเข้ากับคุณน่ะ”
“อะไรกัน ฉันแค่พูดตามความหมายที่กลอนต้องการจะสื่อออกไปก็แค่นั้นเองนะ” คุณนักสืบโวยวายนิดหน่อย “แล้วกลอนวรรคสุดท้ายล่ะ… จะฟังไหมเนี่ย”
“ฮิๆ… ครับๆ…ฟังครับฟัง” แล้วบิสก็ตั้งท่าจะจดต่อโดยที่เขายังยิ้มไม่เลิก

“อะแฮ่ม… กลอนบทสุดท้าย ที่ว่า ‘สี่เปิดม่านบทนำมโหรี   ไร้สิ่งนี้คงยากลำบากหนา ม่านไม่ปิดร้างบทท้ายวนไปมา      หามาใช้หยุดแล้วจึงสบาย…’ ต้องตีความโดยรวมเลย เพราะมันสื่อออกมาว่า เมื่อการแสดงเริ่มขึ้น หรือเมื่อในหนังสือมีบทนำเป็นตัวชูโรงแล้วล่ะก็ ถ้าไม่มีสิ่งนั้น จะทำให้การแสดงดำเนินต่อไปเรื่อยๆไม่มีวันหยุด แม้แต่หนังสือเองก็จะดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด…ให้เธอทาย มันคืออะไร”

“ครับ…คำว่า จบ สินะครับ” บิสเขียนทุกอย่างเสร็จ จึงเงยหน้าขึ้นแล้วพูดต่อ “ถ้าการแสดงไม่มีวันจบ หรือเรื่องราวในหนังสือไม่มีบทท้าย คงเป็นอะไรที่ยุ่งยากสุดๆเลยล่ะครับ”
“นั่นสินะ… แถมยังน่าเบื่อด้วย…!!!!!!” ก่อนที่โฮล์มส์จะได้พูดอะไรต่อ ทหารไพ่ก็วิ่งเข้ามาหมายจะโจมตีใส่เขาและบิส เขาจึงพาตัวหนุ่มน้อยหนีไปจากจุดนั้น

“ได้เวลาที่ผมจะทำงานสักทีสินะครับ…” ลูแปงที่ยืนลอยตัวอยู่กลางอากาศพูดออกมา “ผมไม่ยอมให้พวกคุณทำตามคำสั่งของเกมแล้วชนะเกมนี้ง่ายๆหรอกนะครับ…”

“บิส… หนีไปหาที่ปลอดภัยหลบซะ คนที่จะพูดคำตอบออกไปได้มีแค่เธอคนเดียว อย่าให้เจ้าพวกนี้หรือเจ้ากระต่ายจับตัวได้เด็ดขาด” โฮล์มส์พยายามเอาตัวป้องกันไว้เพื่อให้บิสหาทางหนีไปหลบที่อื่นได้ “แล้วก็…เอามือปิดหูซะ ชั้นจะโจมตีพวกทหารไพ่เอง”
“ไม่ค่อยเข้าใจนะครับว่าคิดจะทำอะไร แต่ฝากด้วยก็แล้วกันนะครับ” แล้วบิสก็รีบวิ่งหนีไป

พวกทหารไพ่ก็รีบวิ่งตามหนุ่มน้อยไป แต่เพียงแค่ไม่กี่วิ พวกมันก็ขยับตัวไปไหนไม่ได้…เมื่อมีเสียงไวโอลินดังขึ้น…

“อย่าคิดนะ ว่าพวกแกจะขยับไปไหนได้”
การยืนด้วยท่าทางอันสง่างามพร้อมกับการเล่นไวโอลินออกมาเป็นเพลงที่ไพเราะเสนาะหูสำหรับโฮล์มส์ กลับกลายเป็นคำสาปสำหรับพวกทหารไพ่….

“…เลือนหายไปซะ ‘Oblivion’!!!” โฮล์มส์จ้องมองพวกมันด้วยสายตาที่แสนเย็นชา ในไม่ช้า…ทหารไพ่ทุกนายต่างก็ถูกปลดประจำการ กลับกลายเป็นไพ่ธรรมดาทั้งหมด

“ชิ… ‘Joker ShowTime’!!! ” ลูแปงโจมตีจากด้านหลังของโฮล์มส์ด้วยฝนไพ่ที่ทำหน้าที่แทนมีดสั้นที่ใช้ปาตามการแสดงของคณะละครสัตว์… แต่ว่า
“…มุขเก่าไปแล้วมั้ง” ไวโอลินที่โฮล์มส์ใช้หายไป คันชักกลายสภาพเป็นดาบยาว เขาใช้ดาบนั้นฟันไพ่จนแหลกเป็นชิ้นๆ ก่อนจะวิ่งเข้าไปประชิดตัวจอมโจรแล้วหันปลายดาบจ่อไปที่คอของจอมโจร “เอาล่ะ… เหลือแค่แกคนเดียวแล้ว ยอมแพ้ซะเถอะ ลูแปง…”

“…คนที่หลงไปกับมุขเก่าๆของผมซ้ำซากแบบคุณมากกว่านะครับ ที่ควรยอมแพ้…” แล้วร่างของลูแปงก็เลือนหายไป เหลือแค่หมวกทรงสูงสีเข้มของเขา

ทันทีที่รู้ตัวว่าโดนหลอก โฮล์มส์ก็รีบหันไปทางด้านหลังทันที
แต่สายไปแล้ว…
บิสโดนจับลูแปงจับตัวและถูกผ้าปิดปากเอาไว้เรียบร้อยแล้ว

“โฮล์มส์…บอกตรงๆเลยนะครับ จากที่ผมแอดฟังเด็กคนนี้วิเคราะห์กลอนที่ได้มาแล้ว ถือว่าเป็นเด็กที่ฉลาดมากคนหนึ่งเลย” แล้วลูแปงก็หันมายิ้มให้บิส “แต่ขอโทษทีนะเด็กน้อย ถ้าเธอเป็นเด็กผู้หญิงผมอาจจะยอมแพ้เกมในครั้งนี้ไปก็ได้ อุตส่าห์หน้าตาน่ารักขนาดนี้แต่ดันเป็นผู้ชาย…ผมล่ะ เสียดายสุดๆเลยล่ะครับ”

โฮล์มส์มองฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่เป็นมิตร จนกระทั่ง…
เขาเห็นหนุ่มน้อยหยิบของบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง…
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป พลางถอยหายใจออกมา…

“ก็นะ… ฉันล่ะเสียดายจริงๆ” โฮล์มส์ยื่นเจื่อนๆออกมา
“เห…คุณคิดแบบเดียวกับผมเหรอ? ไม่น่าเชื่อว่าคุณกับผมจะมีเรื่องที่มีความเห็นตรงกันด้วย” ลูแปงแสดงสีหน้าประหลาดใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็ต้องผงะไปเมื่อเห็นคุณนักสืบหัวเราะในลำคอ

“โทษทีนะ ให้ตายฉันก็ไม่มีวันมีความเห็นตรงกับแกแน่นอน” โฮล์มส์แสดงอาการมั่นใจออกมาผ่านมาสายตา “เพราะที่ฉันบอกว่าเสียดายน่ะ หมายถึงการกระทำของแกต่างหากล่ะ”
“อะไรนะ…พูดเรื่องอะไร…” แล้วลูแปงก็หายสงสัยทันทีที่ได้ยินเสียงที่เขาไม่อยากได้ยินมากที่สุดในตอนนี้…

.

.
.
[L…  O…  S…  E… LOSE…]

เสียงนี้เป็นเสียงของบิสอย่างแน่นอน มันดังไปทั่วมหาวิหาร แต่…
เสียงนี้ ไม่ได้ออกมาจากปากของหนุ่มน้อย

มันดังออกมาจาก เครื่องบันทึกเสียงขนาดพกพาที่อยู่ในมือของหนุ่มน้อยที่ตอนนี้กำลังกดปุ่มเพิ่มเสียงให้ดังที่สุดอยู่

“มะ…ไม่จริง… ตะ…ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน??” ลูแปงตกตะลึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น จนเผลอปล่อยตัวบิสไป…

“ทางนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันรู้แค่ว่า ตอนที่บิสหยิบมันออกมาจากกระเป๋ากางเกงตอนที่นายจับตัวเขาเอาไว้ แล้วหันมาคุยกับฉัน ทำให้เกมพลิกล็อกได้แน่ๆ” โฮล์มส์หันไปมองหนุ่มน้อยแล้วยิ้มบาง
“อีกอย่าง… ตอนที่เห็นมันครั้งแรก ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าของที่บิสหยิบออกมาคือเครื่องบันทึกเสียงน่ะ หน้าตาเหมือนพวงกุญแจรูปสุนัขแท้ๆนะ”

“โกงนี่นา …แบบนี้มันโกงกันชัดๆ เด็กคนนั้นไม่ได้พูดด้วยตัวเองไม่ใช่รึไง” ลูแปงชี้ไปที่บิส แต่บิสที่ดึงผ้าปิดปากออกไปแล้วก็พูดขึ้นมา…

“L มาจาก Love (ความรัก) O มาจาก Old (อายุ ,ความแก่) S มาจาก Star (ดาว) E มาจาก End (จบ) …เมื่อได้คำตอบของปริศนาทั้งหมดแล้ว จงนำอักษรแรกของทุกคำตอบมาเรียงกัน แล้วให้คู่หูพูดออกไปให้ฝ่ายตรงข้ามฟัง นั่นคือสิ่งที่คนที่ทำสำเร็จจะไม่ได้เป็นในวันนี้… ผมไม่เห็นว่าจะมีคำสั่งตรงไหนบอกว่าห้ามใช้เครื่องบันทึกเสียงบันทึกเสียงพูดของผมเอาไว้แล้วเปิดเล่นขึ้นมาแทนการพูดจากปากของผมเองเลยนี่ครับ”

“ลูแปง… เกมในวันนี้มันจบแล้ว แกแพ้แล้วล่ะ” ทันทีที่โฮล์มส์พูดจบ ฉากของมหาวิหารก็เลือนหายไป และกลับมาเป็นบรรยากาศของโรงเรียนที่บิสกับโฮล์มส์เจอกันก่อนหน้านี้แทน…

แล้วทั้งโฮล์มส์และลูแปง ก็กลายสภาพเป็นร่างตุ๊กตา…

{ยินดีด้วย….เชอร์ล็อก โฮล์มส์ เป็นฝ่ายชนะ ได้รับคะแนน 1000 แต้ม}

แล้วก็มีก้อนแสงสีขาว วิ่งเข้าไปในคริสตัลสีน้ำเงินที่ประดับอยู่ที่จี้รูปศีรษะสุนัขของสร้อยข้อมือที่บิสใส่อยู่

“นี่มัน?” ก่อนที่บิสจะได้พูดอะไรต่อ คุณนักสืบก็ชิงพูดตัดหน้าไป
“คะแนนของผู้ชนะไง…”
“คะแนน?”
“ใช่…ทุกครั้งที่ชนะการแข่งขัน คะแนนที่ได้รับจะมาในรูปของก้อนแสงและจะวิ่งเข้าไปในคริสตัลที่ประดับจี้นั่นแหละ” โฮล์มส์ร่างตุ๊กตาอธิบาย “ส่วนคนแพ้ ก็จะมีกรรมการมารับกลับบ้านน่ะ”
“กรรมการ?” หลังจากเด็กหนุ่มพูดจบ กรรมการที่ว่าก็โผล่มาพร้อมกับบานประตูขนาดใหญ่กว่าร่างตุ๊กตาพอประมาณ

กรรมการคนนั้นใส่สูทสีดำ รองเท้าหนัง ถุงมือสีดำ และ…ร่างกายของเขาอยู่ในสภาพล่องหน

“คุณอาร์แซน เชิญขอรับ…” กรรมการคนนั้นเปิดประตูบางนั้นแล้วโค้งคำนับให้ลูแปงที่อยู่ในร่างตุ๊กตา หูกระต่ายสีขาวลู่ตกลงมาตามอารมณ์ของเจ้าตัว ก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในประตูนั้น เขาก็หันมาพูดกับทั้งสอง

“จำไว้นะ คราวหน้า…ผมจะเอาชนะพวกคุณให้ได้เลย” แล้วก็กระโดดเข้าไปในประตูบานนั้น บานประตูปิดลง กรรมการและประตูบานน้อยหายวับไป

“…….”
“หืม… บิส… เป็นอะไรไปล่ะ?” โฮล์มส์เห็นหนุ่มน้อยนิ่งไปจึงแหงนหน้าถามไป
“ตอนที่พวกคุณกลับไปเป็นร่างตุ๊กตา… เสียงพูดน่ารักขึ้นทุกคนเลยเหรอครับ?” บิสนั่งลงกับพื้นแถวๆนั้น “อย่าว่าแต่คุณลูแปงเลย… โฮล์มส์ คุณก็ด้วยนะ”
“เอ่อ….เอาตรงๆนะ ชั้นไม่ค่อยชอบเสียงตัวเองตอนอยู่ร่างนี้เท่าไรหรอกนะ… แต่ช่างเถอะ” แล้วโฮล์มส์ร่างตุ๊กตาก็อ้าแขนออก “ว่าก็ว่า อุ้มฉันทีสิ ให้ฉันนั่งเกาะไหล่เธอก็ได้”
“อืม… ได้ครับ” แล้วบิสก็อุ้มคุณนักสืบขึ้นมา…กอดไว้ โดยที่หลังของคุณนักสืบชนกับอกของหนุ่มน้อย และปล่อยให้คุณนักสืบร่างตุ๊กตาขยับตัวท่อนบนได้สะดวก “แต่…ผมขออุ้มแบบนี้ดีกว่า มันรู้สึกชินกว่าน่ะ”
“เฮ้อ… ก็ได้…ตามใจ แต่อย่าเผลอทำฉันหายใจไม่ออกก็แล้วกัน” แล้วบิสก็เดินกลับเข้าไปในอาคารเรียน เพื่อจะหยิบกระเป๋าเป้ของเขาและกลับบ้าน

…………………………………………

ขณะเดียวกัน….

ชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีดำยืนอยู่ท่ามกลางสุสานที่มีหลุมศพวางเรียงราย ทุกคนที่ถูกฝังไว้ที่นี่…มีนามสกุลเหมือนกันทุกคน
สายลมพัดอย่างรุนแรง เขาจึงพยายามจับฮู้ดที่เขาใส่อยู่ไว้แน่น…

“เกม… การละเล่น… ลิงก์  รี้ดเดอร์…” ชายหนุ่มหลับตาลง “ฉันจะ… ทำให้มันจบให้เร็วที่สุด…”

{To be continued…}

Credit song : DJ Max - Oblivion electric violin sync'd by "Sori1004jy" 

Ps. กลอนแต่งได้กากมาก ขออภัย //โค้งง
Ps.2 เม้นต์ติชมได้ที่ด้านล่างนะคะ //อย่าดราม่าก็พอ ==; 

Comment

Comment:

Tweet